home digital audioprofessional audio

Cerwin-Vega!

1 | 2

เทคโนโลยีลำโพง P.A. ระบบ 3 ทาง หนึ่งเดียวในโลก จาก Cerwin-Vega!
เป็นเวลากว่า 50 ปี ชื่อของ Cerwin-Vega! เป็นที่รู้จักกัน และยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะที่เป็นผู้นำทางด้านลำโพงของโลก ทั้งเครื่องเสียงมืออาชีพ และด้านเครื่องเสียงบ้าน

          โดยในปี 1954 Cerwin-Vega! ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย Gene Czerwinski วิศวกรหนุ่มอากาศยานรุ่นใหม่ไฟแรง เพราะความรัก ความคลั่งในเสียงดนตรีตั้งแต่เด็ก เป็นแรงบัลดาลใจทำให้เขาก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้น โดยจุดประสงค์ของ Gene คือต้องการจำลองประสบการณ์การฟังเพลงแบบบรรยากาศสด ๆ (live music) ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยปรัชญาของ Gene ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของไดรเวอร์ประสิทธิภาพสูง ความทนทาน และความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์

เมื่อกล่าวถึงลำโพง Cerwin-Vega! นักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลกจะรู้จัก ถึงสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายการค้า 4 ประการ อันเป็นเอกลักษณ์ที่สือถึงลำโพง Cerwin-Vega! ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ 1. Widest dynamic range 2. Highest efficiency 3. Highest output level และ 4. Best bass response

ในปี 1954 บริษัทของ Gene ได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดตัวระบบเสียงประสิทธิภาพสูง ที่สามารถให้ความไวได้ 130dB ที่ 30Hz และต่อมาในปี 1957 Gene ได้สร้างแอมป์แบบโซลิตสเตต 125 วัตต์ และมากถึง 10,000 วัตต์ เป็นเครื่องแรกของโลก

ในยุค 1960 Cerwin-Vega! ได้ออกแบบและผลิตระบบเสียงสำหรับคอนเสริต์และห้องสตูดิโอ ซึ่งในการติดตั้งระบบเสียงช่วงแรกของ Cerwin-Vega! ได้ติดตั้งในสานที่ชั้นนำของโลก เช่น ระบบโรงหนังของลูคัส (Cinema systems Lucasfilms), ดิสนีย์เวิลด์ที่ฟรอริด้า (Disneyworld’s Epcot Center), A&M Records และระบบเสียง 100,000 ที่นั่งใน Rose Bowl รัฐแคลิฟอร์เนีย นอกจากนี้ Cerwin-Vega! ได้เป็นผู้จัดหาหลักในการผลิตชิ้นส่วนลำโพงและระบบเสียง แก่ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องดนตรีให้แก่ Fender, Acoustic, Sunn และ Vox

นอกจากนี้ สตูดิโอนักดนตรีชั้นนำของ Hollywood เช่น Carol Kaye และ Lee Sklar ได้มาโรงงานของ Gene เพื่อสั่งผลิตวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ อัลบั้มเป็นที่นิยมหลายต่อหลายอัลบั้มในยุค 1960 และ 1970 ได้ใช้ลำโพง Cerwin-Vega! เพื่อใช้ในการอัดช่วง bass tracks และนักดนตรีวง rock ชื่อดังของโลกอย่างวง Rolling Stones ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Cerwin-Vega! อีกด้วย

ในช่วงยุคมืดของการนำเสนอระบบเสียงในโรงภาพยนตร์ในปี 1974 Cerwin-Vega! ได้นำเสนอนวัตกรรมของระบบเสียงในโรงภาพยนตร์ในยุคนั้น ในเรื่อง Earthquake ซึ่งได้ร่วมมือกับทาง Universal Studio ด้วยการนำเสนอระบบเซ็นเซอร์ราวด์ (Sensurround System) มาใช้ในโรงภาพยนตร์ นับเป็นครั้งแรกของวงการ Audio Special Effects เพื่อที่จะทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงออรถรสในการรับชม ภาพยนตร์ได้อย่าง สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น  แนวคิดนี้เริ่มจากรูปแบบที่ว่า ต้องการใช้ซับวูฟเฟอร์ที่ใหญ่และทรงพลัง เพื่อที่จะผลิตความถี่ต่ำเฉพาะพิเศษ เพื่อปล่อยสัญญาณจากซาวด์แทร็ก โดยมีจุดประสงค์เพื่อที่จะ “เขย่า” (Shake) และจำลองบรรยากาศเสมือนว่าได้เกิดแผ่นดินไหวขื้นจริง ๆ ทำให้ผู้ชมภาพยนตร์รับ รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว และในฉากที่มีการถล่ม ซึ่งได้ใช้ซับ วูฟเฟอร์ระบบ Folded Horn ซึ่งมีจุดตัดความถี่ที่ 33Hz ความไวของระบบที่ 106dB (1วัตต์/1เมตร) ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมเป็นอันมากในยุค 1974 ทำให้ระบบเซ็นเซอร์ราวด์ของ Cerwin-Vega! ได้รับรางวัล Academy Award ในปีเดียวกันนั้นเอง

นอกจากนี้ในช่วงต้นยุค 1970 Cerwin-Vega! ได้เริ่มมีความสัมพันธ์กับวงต่าง ๆ ชั้นนำของโลก อาทิเช่น The Rolling Stones, Boom Town Rats, David Bowie, Peter Frampton, Emerson Lake และ Palmer, Bernie Taupen (Elton John’s partner) ในดิสโก้เธค นิตยสารบิลบอรด์กล่าวไว้ว่า “Cerwin-Vega! ให้เสียงได้ดีที่สุด ตื่นเต้นเร้าใจและสะใจจริง ๆ” ในโรงภาพยนตร์ Cerwin-Vega! คือระบบเสียงที่โรงหนังในเครือวอร์เนอร์ บราเดอร์ บาบาร่า สไตรแชนด์ ฯลฯ ได้เลือกใช้ลำโพง Cerwin-Vega!

นวัตกรรมอีกอย่างในยุค 1970 ในส่วนของวงการเครื่องเสียงบ้าน Cerwin-Vega! ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ Thermo-Vapor Suspension จากหลักฐานที่ว่า “ความเร็วของเสียงจะขึ้นอยู่กับตัวกลางที่เสียงผ่าน” ดังนั้นทาง Cerwin-Vega! จึงได้ใส่ก๊าซพิเศษชนิดหนึ่ง เพื่อที่จะเปลี่ยนความจุไฟฟ้าภายใน เพื่อทำให้ดูเสมือนว่า เสียงโอบล้อมรอบได้กว้างขวางขึ้นเทคโนโลยีนี้ใช้ใน S-1 และ S-2 ซึ่งมีชื่อเสียงในการตอบสนองทางด้านเบสที่มีประสิทธิภาพ และยังกลายเป็นที่เสาะหาของนักเล่นจนกระทั่งบัดนี้ปลายยุค 1970 Cerwin-Vega! เป็นผู้ผลิตลำโพงรายแรกที่ผลิตเครื่องอัดดิจิตอลเป็นของตัวเอง เพื่อใช้ในการออกแบบและหาค่าพารามิเตอร์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้วิศวกรสมัยนั้นพยายามพัฒนาเทคโนโลยี Digital ready หรือ “D Series” เป็นเวลาห้าปี ก่อนที่จะใช้กันอย่างแพร่หลายต่อมา

ในช่วงปี 1980 – 1990 ตลาดได้มีความต้องการลำโพงในส่วนของโฮมเธียร์เตอร์เพิ่มมากขึ้น อีกครั้งที่ Cerwin-Vega! ได้ออกแบบตามปรัชญาที่เน้นในเรื่อง ประสิทธิภาพสูง, ความไวสูง, ไดนามิกเรนจ์กว้าง, ตอบสนองความถี่ต่ำได้เยี่ยม เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในขณะนั้น ลำโพงโฮมเธียร์เตอร์ของ Cerwin-Vega! สามารถให้รายละเอียดของเสียงที่เฉียบพลัน เสียงที่ดังลั่นเปรี้ยง เสียงที่รุนแรงฉับไวได้อย่างโดดเด่น พร้อมทั้งให้ความกระหึ่มกึกก้อง เร้าใจ พร้อมทั้งเสียงที่มีความลึกพิเศษ ความสมดุลที่ราบเรียบ ขับได้ง่ายกว่าลำโพงทั่วไป และได้เป็นส่วนหนึ่งในละครทีวี Comedy ของอเมริกัน ในฉากหลังต่อหลายเรื่องเช่น เรื่อง Norm, Drew Carey และ Seinfeld

จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ Cerwin-Vega! มีผลงานค้นคว้าวิจัยที่รู้กันในวงจำกัดของนักวิชาการ อาทิเช่น ในเรื่อง Air Propagation Distortion ช่วยให้ลำโพงมีความเพี้ยนน้อยพิเศษ (Ultra-Low Distortion) ได้ตีเป็นบทความวิชาการใน Journal of the Audio Engineering Society และได้คิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น Innovative Multi-Tone Loudspeaker Testing, The Creation of Subwoofers with Directivity Down to 24Hz และการประดิษฐ์เทคโนโลยีไดร์เวอร์แบบ Non-Compression อีกทั้ง Cerwin-Vega! ได้แต่งหนังสือ “นวัตกรรมซับวูฟเฟอร์” (Subwoofer Innovations) ในส่วนของงานเครื่องเสียงมืออาชีพซึ่ง Cerwin-Vega! ได้วางมาตราฐานกว่า 50 ปีไว้ทั่วโลก สำหรับ Bass-Home Technology ดังดูได้จากรุ่น L-36PE และ SL-36 ซึ่งประสบความสำเร็จที่สุดในวงการเครื่องเสียงมืออาชีพ

ตลอดเวลาที่ Cerwin-Vega! ประสบความสำเร็จมากมายทั่วโลกกว่าครึ่งศตวรรษ Cerwin-Vega! ได้รับรางวัลมากมายในการออกแบบ และเทคโนโลยีซึ่งตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำ และเป็นหนึ่งในเจ้าสังเวียนของวงการลำโพงระดับโลก อย่างไม่ต้องสงสัย

และด้วยลำดับเรื่องราวความเป็นมาที่ยาวนานของ Cerwin-Vega! ที่ได้ตอกย้ำถึงจุดเด่นและมีจุดยืนในปรัชญาการออกแบบ จึงทำให้ Cerwin-Vega! มั่นใจในศักยภาพของ บริษัท Home Hi-Fi จำกัด ได้เป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

ตัวแทนของปรัญชาแห่ง “Gene”

Cerwin-Vega! คือสัญลักษณ์ของระบบลำโพง ที่มีพัฒนาการจากเทคโนโลยี ทีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่ว่าจะด้วยประสิทธิภาพที่สูง ระดับราคาที่สมดุลกับคุณภาพที่ผู้ใช้งาน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความสวยงาม อันเป็นศิลปะในการออกแบบที่บ่งบอกได้ถึง คุณภาพในกระบวนการผลิต ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ที่มีมายาวนาน และพัฒนาการทางเทคโนโลยีควบคู่ไปด้วยกัน

1 | 2