home digital audioprofessional audio

KEF Company’s history

1 | 2 next >>

KEF บริษัทผู้ผลิตระบบลำโพงชื่อดังของสหราชอาณาจักร ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1961 โดย Raymond Cooke (มรณะในปี ค.ศ.1996) ซึ่งในขณะนั้นใช้สถานที่ Nissen Hut ของ Kent Engineering & Foundry ริมฝั่งแม่น้ำ Medway ในเมือง Kent เป็นที่ตั้งบริษัท อันเป็นที่มาของชื่อ “KEF”

K1 เป็นผลงานแรกสุดด้วยการเป็นระบบลำโพงแบบ 3 ทางที่โดดเด่นมาก ใช้ตัวขับเสียงเบสส์และมิดเรนจ์ที่เป็นเนื้อพลาสติกโพลีสไตรีน (polystyrene) ขึ้นรูปในสูญญากาศ (vacuum-formed) โดยใช้แผ่นฟอยล์เป็นตัวช่วยเสริมความแข็งแรงของตัวกรวย (foil-stiffened) ส่วนทวีตเตอร์นั้นเป็น ไมล่าร์ (mylar) ตามมาด้วยรุ่น Celeste ที่เป็นระบบลำโพงแบบ bookshelf ที่ประสบความสำเร็จในยอดจำหน่าย จนสามารถขยายกิจการให้มั่นคงขึ้นได้

ด้วยความที่ Raymond Cooke ค่อนข้างจะสนิทสนมมีสายสัมพันธ์อันดีกับทาง BBC ในปี ค.ศ.1966 ทาง Raymond Cooke จึงได้ริเริ่มมองวัสดุใหม่มาใช้ทำเป็นส่วนประกอบตัวลำโพงอย่างเช่น Neoprene (ยางสังเคราะห์) มาใช้เป็นขอบรอบตัวลำโพง, Bextrene มาใช้เป็นตัวกรวยลำโพงจนโด่งดัง และรุ่นระบบลำโพงที่ได้รับอานิสงค์จนลือลั่นจัดเป็นลำโพงอมตะสุดคลาสสิคที่สุดของวงการ คือ LS3/5a นั่นเอง ที่ทำยอดขายรวมมากกว่า 2 ล้านตู้ (ไม่นับรวมเวอร์ชั่นพิเศษที่ออกจำหน่ายในปี 1997)

KEF โด่งดังและเป็นที่จดจำยิ่งขึ้นเมื่อได้รับรางวัลการส่งออกยอดเยี่ยมถึง 2 รางวัลเป็นครั้งแรก (The first of two Queen’s Awards for Export Achievement) เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1970 ต่อมาในปี ค.ศ.1973 ทาง KEF ได้ทำการออกรุ่นระบบลำโพงระดับอ้างอิง (Reference Series) เป็นครั้งแรกในรุ่น 104 ที่ต่อมาได้รับการยอมรับให้เป็นมาตราฐานระบบลำโพงมอนิเตอร์สำหรับการ ส่งกระจายเสียง และแล้วในปีค.ศ.1975 ทาง KEF ก็ได้รับรางวัลการส่งออกยอดเยี่ยมเป็นครั้งที่ 2 (A second Queen’s Awards for Export Achievement)

ในปี ค.ศ.1986 ระบบลำโพงระดับอ้างอิงรุ่นใหม่ 104/2 ของ KEF ก็โด่งดังอย่าง มากในวงการ รวมทั้งรุ่น 107 ที่พัฒนาระบบตัวตู้มาเป็นแบบ coupled-cavity ที่บรรจุตัวขับเสียงเบสส์อยู่ภายในตัวตู้ถึง 2 ตัวโดยมี “ห้องที่ 3” ทำหน้าที่ช่องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกัน ยังผลให้คุณภาพเสียงเบสส์ที่ได้ดียิ่งขึ้นกว่าธรรมดา ต่อมาในปี ค.ศ.1988 ทาง KEF จึงได้เริ่มพัฒนาหลักการ UNI-Q นี้ขึ้นมาหลังจากที่เป็นโครงการในฝันมาช้านาน

แม้ว่า UNI-Q ของ KEF มองดูจากภายนอกจะละม้ายกับตัวลำโพงแบบร่วมแกน หรือ Co-axial ด้วยว่าตัวลำโพงทวีตเตอร์จะถูกฝังอยู่ในตัวลำโพงมิดเรนจ์/วูฟเฟอร์ เสมือนเป็นยูนิตเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงตัวลำโพง UNI-Q นี้จะเป็นแบบ Co-incident drive unit ที่มีสมรรถนะสูงกว่า Co-axial drive unit

เรา-ท่านอาจจะพอคุ้นชินกับตัวลำโพงแบบร่วมแกน หรือ Co-axial ที่จะมีตัวลำโพงทวีตเตอร์หรือ ตัวขับเสียงสูงถูกติดตั้งฝังอยู่ในแนวแกน “ใจกลาง” ตัวลำโพงมิดเรนจ์/วูฟเฟอร์หรือตัวขับเสียงกลาง/ต่ำ ทำให้การทำงานของทั้งตัวขับเสียงสูงและตัวขับเสียงกลาง/ต่ำเสมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มิได้แบ่งแยกอย่างชัดเจนว่า นี่คือทวีตเตอร์ นั่นคือมิดเรนจ์/วูฟเฟอร์ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ระบบการทำงานก็ยังคงเป็นแบบ 2 ทางจำเป็นต้องมีการใช้ครอสส์โอเวอร์จำกัดขอบเขตการทำงานระหว่างตัวขับเสียงสูงกับ ตัวขับเสียงกลาง/ต่ำอยู่นั่นเอง

ก็แล้วประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำงานของตัวลำโพงแบบร่วมแกนล่ะ เป็นอย่างไร แตกต่างจาก ระบบลำโพงแบบ 2 ทางธรรมดาทั่วไปมาก-น้อยขนาดไหน ทำไมต้องคิดค้นนำเอาทวีตเตอร์ไปฝังในแนว แกนใจกลางตัวลำโพงมิดเรนจ์/วูฟเฟอร์ให้มันยุ่งยาก

ขอให้มองย้อนไปที่ระบบลำโพง 2 ทางธรรมดาซึ่งบนแผงหน้าตัวตู้จะติดตั้งทวีตเตอร์และ มิดเรนจ์/วูฟเฟอร์ไว้แยกต่างหากห่างจากกัน ด้วยระยะห่างนี้เองที่ทำให้ “ค่าเวลา” ของต้นกำเนิดสัญญาณเสียงจากทวีตเตอร์และมิดเรนจ์/วูฟเฟอร์เกิดความเหลื่อมล้ำกัน (time-shift) ยิ่งถ้าการออกแบบและคิดคำนวณได้ไม่ดีพอ สัญญาณเสียงที่รับฟังจะเกิดอาการวูบวาบ โย้ไปเย้มา ขาดความคมชัดทางด้านอิมเมจเสียง การรับฟังจะไม่มีความสมจริง หมดหนทางรับรู้ได้เป็นสามมิติ

หากเราสามารถร่นระยะความห่างของตัวขับเสียงสูงกับตัวขับเสียงกลาง/ต่ำให้แคบ ได้มากเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่าเราจะสามารถลด time-shift ลงไปได้มากเท่านั้น ยิ่งหากเราเอาตัวขับเสียงสูงกับตัวขับเสียงกลาง/ต่ำให้มาแนบชิดสนิทกัน เสมือนเป็นตัวขับเดียวได้ ปัญหาดังกล่าวก็จะหมดไป หลักการนี้ก็เลยเป็นที่มาของตัวลำโพงแบบ Co-axial

อย่างไรก็ตามแม้จะพอมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากหลักการ Co-axial อย่างเป็นรูปธรรม ทว่าก็ยังมีปัญหาติดขัดที่แก้ไขได้ยากในแง่ของเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถ ‘แยก’ การทำงานระหว่างตัวขับเสียงสูงกับตัวขับเสียงกลาง/ต่ำอย่างเป็นอิสระแท้จริงได้ ด้วยว่ายังคงต้องใช้ระบบแม่เหล็ก ร่วมกันอยู่ “จุดกำเนิดเสียง” ของตัวขับเสียงสูงจึงต้อง “ถอยหลัง” ลึกเข้าไปอยู่ในแกนกระบอกวอยซ์คอยล์ เพราะหาระบบแม่เหล็ก ที่มีความเข้มสูง ๆ แต่ขนาดเล็กจิ๋วมาใช้ฝังลงในช่องว่างของกระบอกวอยซ์คอยล์ในตัวขับเสียงกลาง/ต่ำไม่ได้

จนกระทั่งทาง NASA ได้มีการพัฒนาแม่เหล็กชนิดใหม่ขึ้นมาจากแร่ธาตุหายากในโลก “Neodymium/Iron/Boron” ที่ให้ค่าความเข้มเส้นแรงแม่เหล็กสูงกว่าแม่เหล็กธรรมดาทั่วไปถึง 10 เท่า KEF จึงนำมาใช้ทดแทนแม่เหล็กที่ใช้อยู่แต่เดิม โดยมีขนาดที่เล็กลงทว่ายังคงมีค่าความ เข้มเส้นแรงแม่เหล็กที่สูงมาก สามารถนำมาใช้เป็นระบบแม่เหล็กของทวีตเตอร์ฝังลงในช่องว่างของ กระบอกวอยซ์คอยล์ในตัวขับเสียงกลาง/ต่ำได้อย่างเหมาะสม

UNI-Q Speakers ของ KEF จึงเป็นจริงขึ้นมา และมีการพัฒนาต่อเนื่องมาโดยตลอด จนเข้าสู่พัฒนาการในลำดับชั้นที่ 4 ซึ่งแน่นอนว่า KEF จะยังคงมีเทคโนโลยีที่รุดหน้ายิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ


1 | 2 next >>